10 ความเสี่ยงของการใช้สัญญาที่ไม่ได้ร่างโดยนักกฎหมาย
หลายคนอาจคิดว่า “ทำสัญญาไม่เห็นต้องจ้างนักกฎหมายเลย จ้างไปก็เสียเงิน หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็ได้”
แต่ท่านลืมไปหรือเปล่าว่า.. ข้อมูลนั้นอาจไม่ใช้ข้อมูลที่อัพเดทหรือสอดคล้องกับข้อตกลงของท่าน และหากท่านมีความรู้ทางกฎหมายไม่เพียงพอ จะทราบได้อย่างไรว่า ข้อมูลนั้นเป็นไปตามกฎหมายและจะไม่ถูกเอาเปรียบจากคู่สัญญาในอนาคต?
ปัญหา 10 ข้อเหล่านี้ เชื่อว่าคนทำธุรกิจทุกคนคงไม่อยากเจอ โดยเฉพาะการถูกเอาเปรียบจากข้อสัญญาที่ร่างมาไม่ละเอียดหรือสัญญาที่ท่านตรวจสอบไม่ดี
- สัญญาถูกร่างออกมาไม่เหมาะสมกับธุรกิจหรือสถานการณ์
- ใช้สัญญาผิดประเภททำให้สัญญาเป็นโมฆะ
- สัญญามีช่องว่างหลายจุด ไม่ละเอียดและครอบคลุม
- สัญญามีความซับซ้อน ทำให้เข้าใจได้ยาก
- เกิดการร่างสัญญาที่เอาเปรียบกัน เพราะไม่มีคนคอยตรวจสอบความถูกต้อง
- ไม่สามารถตกลงกับคู่สัญญาได้ เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวการถูกเอาเปรียบ
- อาจมีการปลอมลายเซ็นเกิดขึ้น และไม่มีคนช่วยตรวจสอบ
- สัญญาไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ
- เกิดการผิดสัญญา แต่ไม่มีข้อตกลงในการจัดการที่ถูกต้อง
- ไม่สามารถนำสัญญามาใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่างคู่สัญญา
มันจะดีกว่าไหม ถ้าคุณมีที่ปรึกษากฎหมาย เข้ามาช่วยคุณดำเนินการร่างสัญญา โดยที่คุณไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เสียเงินโดยใช่เหตุ และมีทางเลือกในการดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง แบบไม่ต้องมานั่งพะวงหน้าพะวงหลัง เนื่องจากในบางกรณีหากมีพิพาทขัดแย้งระหว่างคู่สัญญาเกิดขึ้น ศาลจะไม่ดูหลักฐานอื่นใดเลยนอกจากสัญญาเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการ หรือ Startup ควรที่จะหานักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาช่วยท่านร่างสัญญาให้มีความละเอียด รัดกุม และทิ้งช่องว่างทางกฎหมายให้น้อยที่สุด จนมีคำกล่าวในกลุ่มนักกฎหมายว่า “ให้มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” นั่นก็เพื่อให้ทำสัญญาถูกทำขึ้นด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และไม่ประมาท นั่นเอง



